หนังสือกล้าที่จะถูกเกลียด ช่วยลดความเครียดได้จริง
รีวิวหนังสือกล้าที่จะถูกเกลียด ที่จะช่วยลดความเครียด ความกดดันจากงาน และความคาดหวังของคนรอบข้าง สำหรับผมแค่จำชื่อหนังสือไว้ในหัวก็ช่วยได้เยอะแล้ว

ศิริชัย ธีรภัทรสกุล
นักออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์
เคยไหมครับที่ทำงานหนักจนหมดแรง แต่ยังรู้สึกว่าไม่ดีพอ? หรือกังวลตลอดเวลาว่าลูกค้าจะไม่พอใจ หัวหน้าจะตำหนิ หรือคนอื่นจะมองเราแย่ลง?
ผมเคยเป็นแบบนั้นครับ ช่วงที่รับงานมากเกินไป กลัวว่าจะผิดพลาด กลัวว่าลูกค้าจะไม่พอใจ จนนอนไม่หลับ คิดวนเวียน ทำงานก็ทำไม่ออก วันๆ รู้สึกแบกทุกอย่างไว้คนเดียว
หนังสือ "กล้าที่จะถูกเกลียด" เขียนโดย คิชิมิ อิชิโร และ โคะกะ ฟุมิทะเกะ ไม่ได้สอนให้เราหยุดสนใจคนอื่นโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แต่มันสอนให้เรา
หยุดแบกสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
โดยผมจะรีวิวเนื้อหาหลักของหนังสือ พร้อมแปลงเป็นวิธีคิดที่ใช้ได้จริงในการทำงานและชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังเครียดกับความคาดหวังของคนรอบข้างครับ
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้:
- เกริ่นนำ
- หยุดแบกสิ่งที่ไม่ใช่ของคุณ
- ปัญหาทุกอย่างคือปัญหาความสัมพันธ์
- อดีตไม่ได้กำหนดอนาคตคุณ
- ใช้ชีวิตเพื่อ "ตอนนี้" ไม่ใช่เพื่อการยอมรับ
- ความรู้สึกด้อยกว่า ไม่ได้แย่เสมอไป
- วิธีนำมาใช้จริงในการทำงาน
- สรุปส่งท้าย
เกริ่นนำ
หนังสือเล่มนี้เขียนในรูปแบบ บทสนทนา ระหว่าง "นักปรัชญา" อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) เป็นจิตแพทย์ชาวออสเตรีย กับ "ชายหนุ่ม" ชายหนุ่มเปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของความสงสัยและความต้านทานของเราทุกคน เขาเถียง โต้แย้ง และตั้งคำถามทุกอย่างที่นักปรัชญาพูด ซึ่งทำให้เนื้อหาที่อาจดูเป็นปรัชญาซับซ้อน กลายเป็นการอ่านที่สนุกและกระตุ้นความคิดมากครับ
หยุดแบกสิ่งที่ไม่ใช่ของคุณ
นี่คือแนวคิดที่ผมว่าเปลี่ยนชีวิตได้มากที่สุดในเล่มนี้ครับ
"การแยกงาน" คือการถามตัวเองว่า สิ่งที่ฉันกำลังกังวลอยู่นี้ "งานของใคร"?
แอดเลอร์บอกว่าทุกอย่างในชีวิตแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ
- งานของเรา สิ่งที่เราตัดสินใจได้ ทำได้ ควบคุมได้
- งานของคนอื่น ผลลัพธ์ที่คนอื่นจะรู้สึก คิด หรือตัดสิน
ตัวอย่างจากการทำงานจริง
สมมติคุณทำงานส่งลูกค้าอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่พอใจ คุณก็ยังกังวลว่าเขาจะว่าอะไรบ้าง ลองถามตัวเอง
- งานของคุณ คือการทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
- งานของลูกค้า คือเขาจะรู้สึกพอใจหรือไม่ คุณควบคุมไม่ได้
แอดเลอร์ไม่ได้บอกให้เราไม่แคร์คนอื่นนะครับ แต่บอกให้เรา หยุดพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเครียด
ความเครียดจากความคาดหวัง เกิดจากอะไร?
เวลาเราเครียดเรื่องว่าคนอื่นจะคิดยังไง จริงๆ แล้วเราไปรับ "งานของคนอื่น" มาแบกเองครับ เราพยายามควบคุมสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แล้วก็รู้สึกท่วมท้น เหนื่อย และหมดพลัง
การฝึก "แยกงาน" ไม่ใช่การหยิ่งหรือไม่รับผิดชอบ แต่คือการโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้จริงๆ ครับ
ปัญหาทุกอย่างคือปัญหาความสัมพันธ์
แอดเลอร์กล่าวว่า "ปัญหาทุกปัญหาล้วนเป็นปัญหาความสัมพันธ์" ฟังดูอาจจะเกินไปหน่อย แต่ลองคิดดูแล้ว
- เครียดเรื่องงาน → กลัวว่าหัวหน้าหรือลูกค้าจะไม่พอใจ
- เครียดเรื่องเงิน → กังวลว่าจะดูแลครอบครัวได้ไม่ดีพอในสายตาคนอื่น
- เครียดเรื่องตัวเอง → เปรียบตัวเองกับคนอื่น รู้สึกด้อยกว่า
เกือบทุกอย่างล้วนมีคนอื่นเกี่ยวข้องทั้งนั้นครับ
ความสัมพันธ์แนวดิ่ง vs แนวนอน
หนังสือเล่มนี้พูดถึงความแตกต่างระหว่าง "ความสัมพันธ์แนวดิ่ง" กับ "ความสัมพันธ์แนวนอน" ได้อย่างน่าสนใจมากครับ
ความสัมพันธ์แนวดิ่ง คือความสัมพันธ์ที่มีการจัดอันดับ เหนือกว่า/ด้อยกว่า ดีกว่า/แย่กว่า นี่คือรากของการแข่งขันที่ทำให้เราเครียดและรู้สึกไม่พอตลอดเวลา
ความสัมพันธ์แนวนอน คือการมองว่าทุกคนเท่ากัน แต่ต่างกัน ไม่ใช่ใครเก่งกว่าใคร แต่ต่างคนต่างมีทักษะและบทบาทของตัวเอง
เมื่อเราเปลี่ยนจากมองโลกแนวดิ่งมาเป็นแนวนอน ความเครียดจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะลดลงครับ
อดีตไม่ได้กำหนดอนาคตคุณ
หนึ่งในความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างแอดเลอร์กับฟรอยด์ คือเรื่องนี้ครับ
ฟรอยด์ (Etiology / ทฤษฎี "สาเหตุนิยม"): พฤติกรรมของเราในวันนี้ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ในอดีต
แอดเลอร์ (Teleology / จุดมุ่งหมายนิยม): เราเลือกพฤติกรรมในวันนี้เพราะมันรับใช้เป้าหมายบางอย่างในอนาคตของเรา
ทำไมเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเครียด?
ถ้าเราเชื่อว่า "ฉันเครียดเพราะชีวิตมันยากมาตั้งแต่เด็ก" หรือ "ฉันทำงานไม่ได้ดีเพราะเคยล้มเหลวมาก่อน" เราก็ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงอะไรครับ เพราะอดีตเปลี่ยนไม่ได้
แต่ถ้าเราเชื่อในแบบแอดเลอร์ว่า "ฉันเลือกที่จะรู้สึกแบบนี้เพราะมันให้ประโยชน์บางอย่าง (เช่น ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องลองผิดลองถูก)" เราก็สามารถ เลือกใหม่ ได้ครับ
นี่ไม่ใช่การโทษตัวเอง แต่คือการให้อำนาจตัวเองในการเปลี่ยนแปลงครับ
เมื่อเราเข้าใจว่าอารมณ์ของเราก็เป็น "เครื่องมือ" ที่เราเลือกใช้ เราก็มีโอกาสเลือกเครื่องมือที่ดีกว่าครับ
ใช้ชีวิตเพื่อ "ตอนนี้" ไม่ใช่เพื่อการยอมรับ
แอดเลอร์บอกว่า "ความต้องการการยอมรับ" คือสิ่งที่ทำให้เราอยู่ใต้อำนาจผู้อื่น และเป็นรากของความทุกข์ส่วนใหญ่ครับ
เราทำงานหนักเพื่อให้ลูกค้าชม เราแต่งตัวให้คนอื่นชอบ เราโพสต์ Social Media เพื่อรอ Like ทั้งหมดนี้คือการมอบ "ความสุขของตัวเอง" ให้อยู่ในมือคนอื่น
ความแตกต่างระหว่าง "ทำเพื่อตัวเอง" กับ "ทำเพื่อให้คนอื่นชม"
| ทำเพราะอยากทำ | ทำเพื่อให้คนอื่นชม |
|---|---|
| มีพลังงานมาจากข้างใน | ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นจะตอบสนองไหม |
| ทำได้นานและมีความสุข | เหนื่อย ต้องคอยหาการยืนยัน |
| รู้สึก "พอ" ได้เอง | ไม่เคยรู้สึกพอ เพราะคนอื่นไม่เคยพอใจพอ |
นี่ไม่ได้แปลว่าให้เราทำอะไรก็ได้โดยไม่สนใจใคร แต่คือให้ แรงจูงใจมาจากภายใน ไม่ใช่ความกลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่ครับ
"ความกล้าที่จะถูกเกลียด" คืออะไรกันแน่?
ชื่อหนังสือฟังดูดุดัน แต่จริงๆ มันหมายความว่า มีความกล้าพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่คุณเชื่อว่าถูกต้อง แม้มันจะทำให้บางคนไม่พอใจ
ไม่ใช่การบอกให้ไปทำร้ายคนอื่น แต่หมายถึง เลิกอยู่ใต้อำนาจความกลัวว่า "คนอื่นจะไม่ชอบฉัน" ครับ
ความรู้สึกด้อยกว่า ไม่ได้แย่เสมอไป
แอดเลอร์เชื่อว่า ความรู้สึกด้อยกว่า เป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องเลวร้ายครับ ทุกคนรู้สึกแบบนี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่สำคัญคือ เราใช้ความรู้สึกนี้ "ก้าวไปข้างหน้า" หรือ "จมอยู่กับมัน"?
ความรู้สึกด้อยกว่า vs ปมด้อย
- ความรู้สึกด้อยกว่า: รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ → เป็นแรงผลักดันให้พัฒนา
- ปมด้อย: ใช้ความรู้สึกด้อยกว่าเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไร → เป็นกับดัก
ตัวอย่างเช่น
-
"ฉันยังไม่เก่งเรื่องนี้ ฉันจะพัฒนาครับ" คือ ความรู้สึกด้อยกว่าที่ทำให้เกิดการพัฒนา
-
"ฉันไม่เก่งเรื่องนี้เลย แบบนี้ฉันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก" คือปมด้อยที่ทำให้หยุดอยู่กับที่
วิธีนำหลักการมาปรับใช้จริง
เอาละครับ ถึงเวลาแปลทฤษฎีเป็นการปฏิบัติจริงที่ทำเลย
ถามตัวเองก่อนเครียดว่า "นี่งานของใคร?"
ทุกครั้งที่รู้สึกเครียดหรือกังวล ให้ถามตัวเองครับ
- สิ่งที่ฉันกังวลอยู่นี้คืองานของฉันหรืองานของคนอื่น?
- ถ้าเป็นงานของฉัน → ลงมือทำ อย่าวนคิด
- ถ้าเป็นงานของคนอื่น → วางมันลง มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา
ฝึกแบบนี้ทุกวัน แค่ 2-3 สัปดาห์ จะรู้สึกว่าภาระที่แบกอยู่เบาลงชัดเจนครับ (ทุกวันนี้ผมก็ยังคงฝึกตัวเองเรื่องนี้อยู่เสมอ)
โฟกัส "กระบวนการ" ไม่ใช่ "การยอมรับ"
แทนที่จะทำงานเพื่อให้ลูกค้าชม ให้ถามตัวเองว่า "ฉันทำงานนี้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ไหม?"
ถ้าใช่! งานของคุณเสร็จแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน คุณรับผิดชอบแล้ว สิ่งที่เหลือคืองานของลูกค้าครับ
แยก "ตัวตน" ออกจาก "ผลลัพธ์"
งานพลาด ไม่ได้หมายถึง ตัวเองล้มเหลว
ลูกค้าไม่พอใจ ไม่ใช่ เราเป็นคนไม่ดี
ครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดแบบนี้ได้ มันเหมือนมีหินก้อนใหญ่ที่แบกอยู่หลุดออกไปครับ เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้โดยไม่ต้องลงโทษตัวเองไปด้วยกัน แน่นอนว่าต้องฝึกครับ อาจจะมีหลุดบ้างหมั่นเตือนตัวเองไว้
ตั้งความคาดหวังกับตัวเองให้ชัด
ปัญหาความเครียดจากความคาดหวังส่วนใหญ่เกิดจาก "ไม่รู้ว่าดีพอแล้ว คืออะไร" ลองกำหนดให้ชัดเจนว่า มาตรฐานที่ "ดีพอ" ของงานนี้คือระดับไหน? อะไรคือสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด? อะไรคือสิ่งที่ควรมี?
เมื่อมีมาตรฐานชัดเจน เราหยุดได้เป็นเมื่องานถึงเกณฑ์นั้น แทนที่จะวิ่งหา "perfect" ที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
ฝึก "มีส่วนร่วม" แทน "การแข่งขัน"
แอดเลอร์บอกว่าความสุขที่แท้จริงมาจาก "ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อชุมชน" ไม่ใช่จากการเอาชนะคนอื่น
ในการทำงาน นั่นหมายความว่าแทนที่จะถามว่า "ฉันเก่งกว่าคนอื่นไหม?" ให้ถามว่า "ฉันมีส่วนช่วยทีมหรือลูกค้าได้ยังไงบ้าง?" ครับ
มันเปลี่ยนมุมมองจากการแข่งขันที่ทำให้เหนื่อย มาเป็นการมีส่วนร่วมที่ให้ความหมายครับ
ทำให้ผมนึกถึงคำที่พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ สัมภาษณ์ในรายการสักรายการนึง
ทำตัวให้มีประโยชน์, การเป็นผู้ให้ (Giver) ที่ไม่หวังผลตอบแทน โดยเน้นการ สร้างคุณค่าให้ผู้อื่น สั่งสมปัญญา และส่งต่อความช่วยเหลือจนกลายเป็น "ความโชคดี" (ความโชคดีนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้รับมา)
สรุปส่งท้าย
หนังสือ "กล้าที่จะถูกเกลียด" ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนหยิ่ง หรือไม่แคร์ใครครับ
มันสอนให้เรา กล้าพอที่จะใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง กล้าที่จะโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้จริงๆ และวางสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ลง
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ในช่วงที่รับงานจนเครียดหนักมาก แล้วก็เริ่มลองฝึกแยกงานตามที่หนังสือสอน ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทันทีหรอกครับ แต่ทีละเล็กทีละน้อย ผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองหายใจได้คล่องขึ้น
ถ้าคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยจากความคาดหวังของคนอื่น หรือกังวลตลอดเวลาว่าทำได้ดีพอไหม ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านดูนะครับ
มันอาจไม่ได้ตอบทุกคำถาม แต่มันจะเริ่มถามคำถามที่ถูกต้องให้กับคุณครับ
